
คำว่า “ออกกำลังกายผู้ป่วยติดเตียง” อาจหมายถึงคนละเรื่อง ตั้งแต่ พลิกตัวเพื่อลดแรงกด, ขยับข้อเพื่อคงช่วงการเคลื่อนไหว, ฝึกกำลังเพื่อกลับมาทำกิจกรรม, ไปจนถึงการป้องกัน VTE. ถ้าเหมารวมเป็นท่า ankle pump 10 ครั้งหรือพลิกทุก 2 ชั่วโมงสำหรับทุกคน อาจง่ายเกินไปและบางคนไม่ปลอดภัย.
ต้นฉบับ WP4527 มีแนวคิดดีเรื่องการไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยนิ่งทั้งวัน แต่ให้ตัวเลขท่า/องศา/จำนวนครั้งแบบ universal และกล่าวว่าการออกกำลังกาย “ป้องกันลิ่มเลือด/แผลกดทับ” มากเกินหลักฐาน บทนี้จึงเปลี่ยนเป็น movement decision guide สำหรับผู้ดูแล.
1. ก่อนขยับ ต้องรู้ว่าผู้ป่วย “ติดเตียงเพราะอะไร”
ผู้ป่วยที่นอนมากอาจมีสาเหตุแตกต่างกันมาก เช่น stroke, fracture, surgery, severe infection, spinal problem, advanced frailty หรือปลายชีวิต. ข้อห้ามและเป้าหมายจึงไม่เหมือนกัน.
ก่อนทำ exercise routine ใหม่ ควรรู้ว่า:
- weight-bearing allowed แค่ไหน;
- มี fracture/operation/device/line/drain อะไร;
- มีข้อจำกัดคอ/หลัง/สะโพกหรือไม่;
- ระดับสติและ ability to follow command;
- pain, dizziness, oxygen requirement;
- baseline mobility ก่อนป่วย;
- rehabilitation goal ของทีมรักษา.
NHS guidance สำหรับ bed-rest exercise เน้นว่าทีมสหวิชาชีพ/physiotherapist ควรเลือกการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับแต่ละคน และผู้ป่วยควรทำเฉพาะท่าที่ได้รับการสอน [1].
2. Repositioning กับ exercise ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Repositioning มีเป้าหมายหลักเพื่อลดระยะเวลาที่เนื้อเยื่อรับแรงกด/แรงเฉือน. Exercise/ROM มีเป้าหมายเรื่องการเคลื่อนไหว ข้อติด ความแข็งแรง และ function. คนหนึ่งอาจต้องมีทั้งสองแผน.
International Pressure Injury Guideline 2026 ระบุว่า repositioning ต้อง individualized ตาม mobility, skin/tissue response, comfort, clinical condition และ support surface—not “ทุกคนต้องทุก 2 ชั่วโมง” [2]. Support surface ที่ดีช่วย แต่ไม่แทน repositioning ทั้งหมด.
3. Active, assisted และ passive movement ต่างกันอย่างไร
- Active movement: ผู้ป่วยขยับเอง เช่น งอเหยียดข้อเท้า ยกแขน นั่งขอบเตียง เมื่อปลอดภัย.
- Active-assisted: ผู้ป่วยออกแรงได้บางส่วน ผู้ดูแล/นักกายภาพช่วยให้เคลื่อนไหวครบขึ้น.
- Passive ROM: ผู้ดูแล/นักกายภาพขยับข้อให้ผู้ป่วยที่ขยับเองไม่ได้ โดยต้องรู้ข้อจำกัดและไม่ฝืน.
เป้าหมายอาจเป็นการรักษาช่วงข้อ ลด stiffness ช่วยให้ทำ hygiene/dressing/transfer ง่ายขึ้น หรือเตรียมกลับสู่ mobility. ไม่ควรตั้งจำนวนครั้งตายตัวจากบทความอินเทอร์เน็ต เพราะ dose ต้องเข้ากับ tolerance และ diagnosis.
4. ถ้าผู้ป่วยยังมีแรง ให้ฝึก function มากกว่าทำท่าแยกอย่างเดียว
เมื่อทีมรักษาอนุญาต การฝึกที่ใกล้กิจกรรมจริง เช่น rolling, bridging, sit-to-edge, sit-to-stand, transfer หรือ short assisted walk อาจมีความหมายต่อ independence มากกว่าทำ repetitive limb motion เพียงอย่างเดียว.
แต่ progression ต้องดู blood pressure, balance, fall risk, pain, cardiorespiratory reserve และอุปกรณ์ช่วย. ผู้ป่วยหลังผ่าตัด/กระดูกหัก/neurologic injury อาจมีข้อจำกัดเฉพาะที่ไม่ควรเดาเอง.
5. การขยับช่วยเรื่อง pressure injury—but ไม่แทน offloading/repositioning plan
movement ที่ทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนการลงน้ำหนักได้เองเป็นข้อดี แต่ไม่ควรบอกว่า ankle pump หรือยกขา “ป้องกันแผลกดทับ” ได้โดยลำพัง. การป้องกัน pressure injury ยังต้องดู [2–4]:
- individualized repositioning;
- pressure-redistribution surface;
- skin/tissue assessment;
- moisture/incontinence;
- nutrition/hydration;
- friction/shear และ medical-device pressure.
ถ้ามีรอยแดงคงอยู่ สีผิวเปลี่ยน บวม ร้อน/เย็น แข็ง/นิ่มผิดปกติ หรือเจ็บบริเวณรับน้ำหนัก ต้องประเมิน pressure injury risk ไม่ใช่เพิ่ม exercise อย่างเดียว.
6. การป้องกันลิ่มเลือด (VTE) ต้องใช้ risk assessment—not exercise อย่างเดียว
การนอนนิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของ venous thromboembolism แต่การป้องกัน VTE ในผู้ป่วยเสี่ยงอาจต้องใช้หลายมาตรการ เช่น early mobilization, hydration เมื่อเหมาะ และ medical/mechanical prophylaxis ตาม risk assessment [5,6].
ดังนั้น “ขยับข้อเท้าแล้วจะไม่เป็นลิ่มเลือด” เป็นคำสัญญาที่ไม่ปลอดภัย. ถ้ามีขาบวมข้างเดียว เจ็บ/กดเจ็บ อุ่นหรือแดง ควรประเมิน DVT; ถ้าหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด หน้ามืด ต้องคิดถึง PE และรับการรักษาเร่งด่วน [5].
7. สัญญาณให้หยุดกิจกรรมและขอคำแนะนำ
หยุดและประเมินเมื่อมี:
- เจ็บแปลบ/เจ็บเพิ่มชัด;
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหมดสติ;
- หายใจลำบากผิดปกติ เจ็บหน้าอก;
- oxygen saturation/ชีพจรเปลี่ยนตามเกณฑ์ที่ทีมรักษากำหนด;
- แขนขาใหม่อ่อนแรง ชา หรือบวมผิดปกติ;
- แผล/สาย/อุปกรณ์ถูกดึงหรือมีเลือดออก;
- ผู้ป่วยแสดง distress หรือไม่ทนกิจกรรม.
การ “ฝืนให้ได้ครบจำนวน” ไม่ใช่เป้าหมาย rehabilitation.
8. ผู้ดูแลควรมีแผนรายวันแบบ 4 ช่อง
แทนการจำ 10–15 ครั้งทุกท่า ให้ทำ care plan ที่สื่อสารง่าย:
- Position: เปลี่ยนท่าเมื่อไร/ท่าใดต้องหลีกเลี่ยง/ใช้ cushion อย่างไร;
- Movement: ท่าที่ physio อนุญาตและระดับช่วยเหลือ;
- Function: วันนี้ฝึกกิจกรรมอะไร เช่น นั่งขอบเตียงหรือ transfer;
- Skin/VTE watch: จุดผิวที่ต้องตรวจ + อาการ DVT/PE ที่ต้องส่งต่อ.
บันทึก tolerance สั้น ๆ ช่วยให้คนในบ้านทำเหมือนกันและเห็น regression เร็วขึ้น.
9. Mildvy อยู่ใน skin-care layer ไม่ใช่ exercise หรือ wound treatment
Mildvy ตาม project master เป็น external skin film สำหรับ intact/fragile skin ใน caregiver routine. จึงอาจอยู่ในส่วนจัดการ friction/moisture ตามฉลาก แต่ไม่ใช่:
- ตัวแทนการ reposition;
- วิธีป้องกัน DVT;
- rehabilitation;
- treatment ของ open pressure injury;
- เหตุผลให้ลด skin assessment.
สรุป: ผู้ป่วยติดเตียงควร “ขยับเท่าที่ปลอดภัยและมีเป้าหมาย” แต่ต้องแยก repositioning, ROM, strength/function และ VTE prevention ออกจากกัน. ใช้ทีมรักษา/นักกายภาพกำหนดท่าที่เหมาะ และอย่าพึ่งสูตรจำนวนครั้งหรือทุก-2-ชั่วโมงแบบ universal.
เอกสารอ้างอิงและขอบเขตหลักฐาน
- University Hospitals Plymouth NHS Trust. Your Bed Rest Exercises. https://www.plymouthhospitals.nhs.uk/display-pil/pil-your-bed-rest-exercises-4208
- NPIAP/EPUAP/PPPIA. Repositioning and Mobilization. International Guideline, Fourth Edition. 24 Aug 2026. https://www.internationalguideline.com/repositioning
- NPIAP/EPUAP/PPPIA. Support Surfaces. International Guideline, Fourth Edition. 25 Aug 2026. https://www.internationalguideline.com/surfaces
- NPIAP/EPUAP/PPPIA. Preventive Skin Care / Skin and Tissue Assessment. International Guideline, 2026.
- CDC. About Venous Thromboembolism (Blood Clots). 2025.
- NICE NG89. Venous thromboembolism in over 16s: reducing the risk.
ขอบเขต: บทนี้ไม่กำหนด exercise prescription เฉพาะบุคคล, weight-bearing status, VTE prophylaxis หรือ repositioning interval. ให้ยึดคำสั่งทีมรักษาเมื่อมีข้อจำกัดเฉพาะ.
